This slideshow requires JavaScript.

     เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองในแต่ละรอบ สิ่งมีชีวิตล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย และถ้าโลกหมุนรอบ ตัวเองช้าลงหรือเร็วขึ้นก็ย่อมส่งผลต่อโลกทั้งใบ
ในอดีตเมื่อกว่า 4,000 ล้านปีก่อน นักธรณีวิทยามีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าโลกเต็มไปด้วยน้ำทะเล และหินชั้น(Sedimentary Rock) ที่ถือกำเนิดอยู่ภายใต้น้ำตั้งแต่ยุคนั้น ซึ่งหลักฐานนี้ได้ขัดแย้ง กับความเชื่อของนักดาราศาสตร์ที่กล่าวไว้ว่าดวงอาทิตย์ในโลกดึกดำบรรพ์มีความสว่างเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ของดวงอาทิตย์ในปัจจุบันเท่านั้น แต่มันกลับมีขนาดที่ใหญ่กว่า สาเหตุที่ทำให้เป็นเช่น นั้นก็เพราะว่าแรงดึงดูดในตัวมันทำให้ขนาดของมันค่อยๆลดลงในขณะที่อุณหภูมิก็สูงขึ้นอย่าง ช้าๆโลกจึงปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งไม่ใช่น้ำทะเล

This slideshow requires JavaScript.

   จากข้อถกเถียงนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์พากันหาคำตอบถึงความเป็นจริง โดยการตั้งสมมติฐานว่า ภูเขาไฟที่มีอยู่มากมายในอดีตได้ระเบิดพ่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมายังอากาศ ซึ่งก๊าซเหล่า นั้นมีปริมาณมากกว่าปัจจุบันกว่า 1,000 เท่า โลกจึงเกิดปรากฎการณ์เรือนกระจกและมีอากาศ อบอ้าว อากาศที่อบอุ่นขึ้นนี้ทำให้น้ำแข็งค่อยๆละลาย และกลายเป็นน้ำดังที่นักธรณีวิทยากล่าวไว้
     ถึงแม้ว่าสมมติฐานนี้จะค่อนข้างลงรอยกันได้ระหว่างนักดาราศาสตร์ และนักธรณีวิทยา แต่ว่าใน ส่วน ความเข้มข้นของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นอาจจะมากเกินไป ดังนั้น G. Jenkins แห่ง National Center for Atmospheric Research รัฐโคโลลาโด ผู้ที่เสนอว่าปริมาณ ของก๊าซดังกล่าวน่าจะมากเกินจริง เขาจึงเสนอทฤษฎีใหม่ ว่า อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นมาจากโลก ในอดีตหมุนเร็วกว่าโลกในปัจจุบันและเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำแข็งละลาย
      ตามแบบจำลองของ G. Jenkins โลกในอดีตหมุนรอบตัวเองประมาณ 14 ชั่วโมงต่อ 1 วัน แต่ปัจจุบันโลกใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิม คือ 24 ชั่วโมง โดยการหมุนรอบตัวเองของโลกนั้น เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างดวงจันทร์และน้ำในมหาสมุทร จึงเกิดแรงต้านการหมุนของโลก
เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงการหมุนรอบตัวเอง ผลกระทบต่อสภาวะอากาศจึงตามมา ถ้าหากว่าโลก เมื่ออดีต ปกคลุมไปด้วยน้ำทะเลและไม่มีแผ่นดินเลย อีกทั้งน้ำที่มีอยู่ยังสามารถสะท้อนแสงจาก ดวงอาทิตย์ได้น้อยกว่าแผ่นดิน การดูดกลืนจึงทำได้ดีกว่า ส่งผลให้มันเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ ์สะสมไว้มาก อุณหภูมิของโลกจึงอยู่ในระดับอบอุ่น เพราะพลังงานที่ตัวมันสะสมมีมาก มันก็ย่อม จะแผ่รังสีออกไปยังชั้นบรรยากาศมากเช่นกัน
ดังนั้นโลกในยุค 4,000 ล้านปีก่อนตามทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์อย่าง G. Jenkins จึงไม่ได้มี น้ำแข็งปกคลุม ด้วยเหตุที่ว่าโลกหมุนรอบตัวเองเร็วมาก และการหมุนตัวอย่างเร็วนี้ทําให้นํ้าทะเล มีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำทะเลในปัจจุบันถึง 10 องศาเซลเซียส เมื่ออากาศบริเวณด้านบนสูงก็ย่อมไม่ สามารถทำให้น้ำแข็งตัวได้
      ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย “โลกร้อน” ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ ฯลฯ!

ทะเลสาบหายสาบสูญ
     เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้น มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา “ทะเลสาบ” ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ “เพอร์มาฟรอส” ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่าง นั่นเอง นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย
น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย
     ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น “รูรั่ว” ใต้ดินขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป สิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น